การเปิดร้านอาหารถือเป็นความฝันของใครหลายคน ทั้งคนที่รักการทำอาหารและนักลงทุนที่มองหาธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตได้เรื่อยๆ แต่ก่อนจะตัดสินใจลงทุนเปิดร้าน คำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นกับหลายๆ คน คือ "เปิดร้านอาหารแบบไหนดี?" เพราะแต่ละประเภทร้านอาหารมีข้อดีข้อเสีย ต้นทุน และกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันไม่น้อย รวมถึงความชอบ ความถนัดของตัวเจ้าของร้านเองก็มีผลด้วยเช่นกัน
ในบทความนี้ Oceantableware จะพาคุณสำรวจ 10 ประเภทร้านอาหารที่น่าสนใจใน พร้อมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการลงทุน อุปกรณ์ที่จำเป็น และปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าธุรกิจร้านอาหารรูปแบบไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด
เปิดร้านอาหารลงทุนเท่าไหร่ดี
ก่อนจะลงลึกเรื่องประเภทร้านอาหาร เราควรทำความเข้าใจภาพรวมของการลงทุนในธุรกิจร้านอาหารกันก่อน โดยทั่วไปแล้ว การลงทุนกับร้านอาหารจะมีต้นทุนที่สามารถแยกย่อยได้ 2 หมวดหลักๆ ได้แก่
ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost)
ต้นทุนคงที่ เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ร้านอาหารจะต้องจ่ายเป็นประจำ ไม่ว่ายอดขายและผลประกอบการจะเป็นอย่างไร ต้องจ่ายตามช่วงเวลาที่กำหนด โดยต้นทุนที่อยู่ในหมวด มักจะประกอบไปด้วย
- ค่าเช่าสถานที่: 10-20% ของยอดขาย (ยกเว้นในกรณีที่ใช้สถานที่ต้น)
- ค่าจ้างพนักงาน: ไม่เกิน 15% ของยอดขาย (ยกเว้นในกรณีที่ไม่มีลูกจ้าง)
ต้นทุนแปรผัน (Variable Cost)
ต้นทุนแปรผัน เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มักจะแปรผันไปตามยอดขาย และสถานการณ์การณ์อื่นๆ ภายในร้าน โดยต้นทุนในหมวดหมู่นี้ ได้แก่
- ต้นทุนวัตถุดิบ: 30-35% ของยอดขาย
- ค่าสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า, น้ำ): 1-5% ของยอดขาย
- ค่าก่อสร้างและตกแต่งร้าน: 20-35% ของเงินทุน (ในกรณีที่เปิดร้านใหม่ หรือมีการปรับปรุงร้าน)
- ค่าอุปกรณ์ครัว (เตา, หม้อ, ถาด, โหลแก้ว, เขียงไม้): 15-25% ของยอดขาย
- ค่าเฟอร์นิเจอร์ (โต๊ะ, เก้าอี้, บาร์, ของตกแต่งอื่นๆ): 10-15% ของยอดขาย
- ค่าการตลาด (การยิงแอด, Social Media, เดลิเวอรี): 2-5%
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : 1-5%
โดยต้นทุนในการเริ่มต้นธุรกิจในแต่ละประเภทร้านอาหารนั้นมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบและขนาดของกิจการ การลงทุนอาจเริ่มต้นตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลายล้านบาท และเมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างต้นทุนและกำไรแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการควบคุมต้นทุนทั้งหมดไม่ให้เกิน 80% ของยอดขายรวมในแต่ละเดือน ทั้งนี้เพื่อให้ธุรกิจสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิอย่างน้อย 10-15% เพื่อช่วยให้ร้านอาหารสร้างรายได้ที่คุ้มค่า ไม่ประสบปัญหาขาดทุน และสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
10 ประเภทร้านอาหารที่สนใจ มีอะไรบ้าง
1. ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining)
ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง เป็นประเภทร้านอาหารที่มีภาพจำในเรื่องของความหรูหรา มีการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ร่วมกับการปรุงและนำเสนอโดยเชฟที่มีความชำนาญ พร้อมการบริการที่ยอดเยี่ยม เมนูส่วนใหญ่มักจะเสิร์ฟอาหารเป็นคอร์ส เริ่มตั้งแต่เมนูเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก และปิดท้ายด้วยของหวานล้างปาก เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้กลางถึงสูง เช่น กลุ่มนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และผู้ที่ชื่นชอบอาหาร เป็นต้น หากพูดในเรื่องของต้นทุน ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งประเภทร้านอาหารที่ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ อุปกรณ์ครับที่มีคุณภาพสูง การออกแบบร้านและเมนูเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม และการจัดหาเชฟ ทีมครัว และพนักงานแต่ละตำแหน่ง เพื่อตอบสนองความคาดหวังที่สูง ถือว่าเป็นร้านอาหารที่มีความท้าทายไม่น้อย
2. ร้านอาหารแคชวลไดนิ่ง (Casual Dining)
ร้านอาหารแคชวลไดนิ่ง เป็นประเภทร้านอาหารที่ดูเรียบง่ายกว่าไฟน์ไดนิ่ง มีความผ่อนคลาย เป็นกันเองมากกว่า เมนูส่วนใหญ่จะเป็นแบบ “อลาคาร์ท” (A La Carte) ที่สามารถเลือกสั่งได้ตามต้องการ และมีราคาในระดับกลางๆ ไม่สูงมากนัก มักจะเป็นอาหารจานเดียว หรือแบ่งทานเป็นกลุ่ม ทำให้สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางๆ ทั่วไป เช่น กลุ่มพนักงานเงินเดือน ครอบครัว ที่มองหาร้านอาหารคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงได้
3. รถขายอาหาร (Food Truck)
รถขายอาหาร ถือว่าเป็นประเภทร้านอาหารที่ได้รับความนิยมไม่น้อยในช่วงที่ผ่านนา โดยรถขายอาหารส่วนใหญ่ มักจะเป็นรถบรรทุก ที่ดัดแปลงเพิ่มส่วนพื้นที่ครัวเข้าไป ทำให้สามารถทำอาหารได้จากข้างใน ไม่มีที่นั่งรับประทานอาหาร และสามารถเคลื่อนย้าย เปลี่ยนสถานที่ขายได้สะดวกสบาย โดยเมนูส่วนใหญ่ของรถขายอาหาร มักจะมีเมนูประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น บาร์บีคิวเสียบไม้ ฮอตดอก เบอร์เกอร์ หรือไอศกรีม ที่สามารถถือทานได้ และมักจะขายในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น โซนสำนักงาน ตลาดนัด หรืองานแฟร์ งานจัดเลี้ยงส่วนตัว โดยความท้าทายของรถขายอาหาร มักจะอยู่ที่พื้นที่ในการทำอาหารที่มีจำกัด การหาสถานที่ขาย และการเตรียมวัตถุดิบ
4. ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด (Fast Food Restaurant)
ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่จะเน้นขายอาหารที่ทำง่าย และกำหนดราคาไม่สูง เน้นปริมาณการผลิตและขายจำนวนมากเพื่อทำกำไร เมนูส่วนใหญ่ของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดจึงเป็นเมนูที่สามารถทำเตรียมไว้ได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาปรุงจานต่อจาน เช่น เบอร์เกอร์ ฮอตดอก ไก่ทอด เป็นต้น
5. ร้านอาหารเดลิเวอรี (Cloud Restaurant)
ร้านอาหารเดลิเวอรีเป็นประเภทร้านอาหารรูปแบบใหม่ ที่เน้นขายทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีหรือช่องทางออนไลน์อื่นๆ เป็นหลัก ทำให้ร้านอาหารประเภทนี้ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีโต๊ะ พนักงานรับลูกค้า มีแต่บริการสั่งกลับบ้าน หรือสั่งออนไลน์เป็นหลัก ทำให้หักต้นทุนในส่วนนี้ไปได้ไม่น้อย และเพิ่มในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งอาหารแทน เช่น ค่ากล่องข้าวพลาสติก กล่องข้าว กล่องถนอมอาหาร และบรรจุภัณฑ์อื่นๆ สำหรับใส่อาหาร ค่าขนส่งหรือค่าบริการการจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรีที่ใช้ และค่ามาร์เก็ตติ้ง โปรโมตร้านให้เป็นที่รู้จัก เป็นต้น

6. ร้านอาหารบุฟเฟต์ (Buffet Restaurant)
เป็นหนึ่งในประเภทร้านอาหารยอดนิยมทั้งในฝั่งเจ้าของร้านและลูกค้า โดยร้านอาหารบุฟเฟต์จะคิดค่าอาหารเป็นรายหัวแทน พร้อมกับเงื่อนไขในการรับประทาน เช่น การจำกัดเวลา หรือการปรับเงินหากทานเหลือ เป็นต้น โดยเมนูส่วนใหญ่ มักนิยมเมนูที่ต้องทานเป็นหมู่คณะ เช่น ปิ้งย่าง ชาบู ที่มีไลน์เมนูให้เลือกหลากหลาย โดยร้านอาหารบุฟเฟต์นั้นจะต้องมีการควบคุมต้นทุนที่เคร่งครัดกว่าร้านอาหารประเภท เพราะต้องคอยดูแลทั้งเรื่องอาหารเหลือทิ้ง การรักษาคุณภาพและจำนวนอาหารให้พอรับลูกค้า รวมถึงเรื่องของความสะอาดด้วย
7. ร้านอาหารตามสั่ง (Made-to-Order Restaurant)
ร้านอาหารตามสั่งเองเป็นประเภทร้านอาหารยอดนิยมที่เริ่มต้นได้ง่าย เมนูส่วนใหญ่มักจะเป็นเมนูพัด ทอด ต้ม ที่สามารถพลิกแพลงวัตถุติดไปมาได้ เช่น ผัดกะเพรา สุกี้ผัด ผัดพริกแกง รวมถึงราคาที่ไม่สูงมาก ทำให้เจาะกลุ่มคนทั่วไป ทุกเพศทุกวัยที่มองหาอะไรทานระหว่างวัน ทำให้เหมาะที่จะเปิดร้านอาหารในเขตชุมชน หรือแหล่งทำงานต่างๆ แต่ต้องรับมือกับจำนวนลูกค้า ที่ต้องอาศัยความสามารถของพ่อครัวแม่ครัวในการรับมือ และกำไรที่อาจจะไม่ได้สูงมากนักด้วย
8. ร้านอาหารแบบป๊อปอัพ (Pop-up restaurant)
ประเภทร้านอาหารที่เน้นการเปิดร้านแบบชั่วคราว อาจเป็นเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์ และมักจัดในสถานที่พิเศษ ตลาดหรืองานอีเวนต์ต่างๆ เน้นอาหารที่ทานง่าย และน่าดึงดูดสายตา เหมาะสำหรับการทำร้านอาหาร ที่อยากนำเมนูไปทดลองตลาดก่อน หรือการทำขายในตลาดนัด ที่มีการผลัดเปลี่ยนพื้นที่อยู่เสมอ
9. เชฟส์ เทเบิล (Chef’s Table)
เชฟส์ เทเบิล เป็นประเภทร้านอาหารที่เน้นเสิร์ฟอาหารบนเคาน์เตอร์ติดครัว โดยมีเชฟประจำร้านเป็นผู้ให้บริการหลัก ทั้งการนำเสนอ จัดการเมนู การปรุงอาหาร รวมถึงการพูดคุยสารทุกข์สุกดิบกับลูกค้า ทำให้ร้านประเภทนี้มีปฏิสัมพันธ์และบรรยากาศที่แตกต่างจากร้านประเภทอื่นๆ โดยเชฟส์ เทเบิลส่วนใหญ่ มักจะบริหารโดยตัวเซฟเอง หรือมีเซฟประจำตัว ที่อยากรังสรรค์เมนูของตนเองขึ้นมา ซึ่งการบริหารส่วนใหญ่จะมีความใกล้เคียงกับไฟน์ไดนิ่งไม่น้อย
10. บาร์และผับ (Bar & Pub)
ร้านบาร์และผับส่วนใหญ่จะเน้นจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นหลัก พร้อมเมนูอาหารให้เลือกบ้างแต่อาจไม่หลากหลายเท่าร้านอาหารทั่วไป ทำให้รายได้หลักมาจากเครื่องดื่ม โดยมักมีดนตรีสดหรือความบันเทิงอื่นๆ เพื่อสร้างบรรยากาศและดึงดูดลูกค้า ธุรกิจประเภทนี้มุ่งเจาะกลุ่มคนชอบสังสรรค์ คนวัยทำงาน และนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ส่วนต้นทุนสำคัญมักอยู่ที่ค่าวัตถุดิบของเครื่องดื่ม อุปกรณ์อย่างเช่น แก้วและแก้วไวน์คุณภาพดี ค่าจ้างนักดนตรีและโชว์ในแต่ละคืน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตขายสุราเป็นหลัก
การเลือกประเภทร้านอาหารที่เหมาะสม ถือเป็นการตัดสินใจสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจอย่างมาก แม้แต่ละรูปแบบจะมีข้อดีและความท้าทายที่แตกต่างกัน แต่กุญแจสำคัญคือการหาสมดุลระหว่างความชอบของเจ้าของร้าน กับความต้องการของตลาด ไม่ว่าคุณจะเลือกร้านอาหารรูปแบบใด หากมีการวางแผนที่ดี ทั้งการควบคุมคุณภาพ และการใส่ใจประสบการณ์ของลูกค้าช่วยให้ร้านอาหารประสบความสำเร็จได้
เลือกกล่องถนอมอาหารคุณภาพดีกับ Oceantableware
Oceantableware คือผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกล่องเก็บอาหาร หม้อ ถาด โหลแก้ว เขียงไม้ แก้ว และอุปกรณ์ครัวอื่นๆ ที่ได้มาตรฐาน จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพระดับเวิลด์คลาส เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และจัดเลี้ยง รวมถึงบริษัทและองค์กรต่างๆ จากประสบการณ์กว่า 38 ปี เรามุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารสู่ความทันสมัยอย่างมีสไตล์ ตอบโจทย์ทุกช่วงเวลาของความสุข ช่วยสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำ โอเชียนกลาสจึงเป็นผู้นำการจัดจำหน่ายมีด และเครื่องครัวอื่นๆ ของเอเชียและส่งออกไปมากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก
สอบถามเกี่ยวกับภาชนะเก็บอาหาร กล่องเก็บอาหาร กล่องถนอมอาหาร และอุปกรณ์เครื่องครัวทุกรูปแบบสำหรับบ้าน ธุรกิจ และองค์กรของคุณได้ที่:
LINE: @oceanonline
โทร.: 062-390-0075
อีเมล: CS@oceanglass.com

