ในการดื่มด่ำกับเครื่องดื่มรสเลิศ ไม่ว่าจะเป็นเมนูค็อกเทลที่มีสีสันสวยงาม หรือเครื่องดื่มเย็นฉ่ำต่างๆ "แก้ว" ไม่เป็นเพียงภาชนะสำหรับใส่ของเหลวเท่านั้น แต่ประเภทแก้วน้ำที่เลือกใช้ในร้านอาหารหรือบาร์ยังมีผลต่อการรักษารสสัมผัส รสชาติ อุณหภูมิ และความสวยงามของเครื่องดื่มอีกด้วย การเข้าใจว่าแก้วมีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง และการเลือกใช้ให้เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการบาร์น้ำหรือคาเฟ่ได้อย่างมืออาชีพ
ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหาร หรือแค่มีแผนจัดปาร์ตี้ที่บ้านเพื่อรับแขกคนสำคัญ ที่ Oceantableware จัดจำหน่ายแก้วหลากหลายรูปเแบ ทั้งรุ่นแก้วขายดียอดนิยม แก้วดีไซน์ไม่ซ้ำใคร ไปจนถึงแก้วเฉพาะการใช้งานพิเศษ เรามีให้เลือกครบทุกการใช้งาน
ดังนั้น เราไปทำความรู้จักกับแก้วน้ำประเภทต่างๆ โดยแบ่งตามรูปทรงและการใช้งาน ตั้งแต่แก้วทรงพื้นฐานที่เน้นความแข็งแรง ไปจนถึงแก้วรูปแบบเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับเครื่องดื่มแต่ละประเภท
1. แก้วทรงกระบอกและแก้วฐานเรียบ (Tumbler Glasses)
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าแก้ว Tumbler และสงสัยว่าแก้วประเภทนี้คืออะไร ในความจริงแล้ว Tumbler คือ ชื่อเรียกของแก้วน้ำที่มีลักษณะฐานแบนเรียบ และไม่มีก้าน มักใช้สำหรับเครื่องดื่มที่ใส่น้ำแข็งหรือเครื่องดื่มทั่วไปในชีวิตประจำวัน จุดเด่นอยู่ที่ความมั่นคงและทนทาน โดยมีประเภทย่อยที่นิยมใช้ในบาร์ ดังนี้
-
แก้วร็อค หรือ แก้วโอล์ดแฟชั่น (Rock Glass/Old Fashioned)

เป็นแก้วทรงเตี้ยที่มีฐานหนาและกว้าง ออกแบบมาเพื่อรับน้ำหนักของก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ โดยความหนาของฐานแก้วช่วยป้องกันไม่ให้อุณหภูมิจากพื้นโต๊ะถ่ายเทสู่เครื่องดื่มเร็วเกินไป เหมาะสำหรับเครื่องดื่มที่มีสัดส่วนแอลกอฮอล์สูงและต้องการความเย็นจัดแต่ไม่ต้องการการเจือจางจากน้ำแข็งละลาย เช่น สก๊อตวิสกี้แบบ "On The Rocks" หรือค็อกเทลคลาสสิกอย่าง Old Fashioned และ Negroni เป็นต้น
-
แก้วไฮบอล (Hi-Ball Glass)

หากถามว่า แก้วไฮบอลคืออะไร คำตอบคือแก้วทรงสูงที่มีความจุประมาณ 8-12 ออนซ์ เป็นแก้วอเนกประสงค์ที่พบได้บ่อยที่สุดตามร้านอาหารและบาร์ต่างๆ มักใช้เสิร์ฟเครื่องดื่มประเภท "Long Drink" ที่มีส่วนผสมของโซดา น้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้ในปริมาณมาก เช่น Gin & Tonic, Whisky Soda หรือ Mojito โดยรูปทรงที่สูงและผอมของแก้วจะช่วยรักษาความซ่าของโซดาให้คงอยู่ได้ยาวนานกว่าแก้วน้ำที่มีปากกว้าง และยังช่วยให้การเรียงตัวของชั้นเครื่องดื่มดูสวยงามอีกด้วย
-
แก้วคอลลินส์ (Collins Glass)

แก้วคอลลินส์มีลักษณะคล้ายแก้วไฮบอลแต่จะมีความสูงและผอมกว่าเล็กน้อย มีความจุประมาณ 10-14 ออนซ์ แก้วชนิดนี้ออกแบบมาสำหรับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมหลากหลายและต้องใส่น้ำแข็งจนเต็มแก้ว รวมถึงเครื่องดื่มที่มีการประดับตกแต่งด้วยผลไม้ทรงสูงหรือหลอดดูดที่ยาวเป็นพิเศษ เช่น Tom Collins หรือเครื่องดื่มน้ำผลไม้สกัดเย็น
-
แก้วพิลสเนอร์ (Pilsner Glass)

แก้วเบียร์ทรงสูงที่มีลักษณะเพรียวและเรียวเล็กที่บริเวณฐานแก้ว แต่ปากแก้วจะกว้างกว่าส่วนอื่นๆ โดยออกแบบมาเพื่อขับเน้นสีสันสดใสของเบียร์ลาเกอร์สีอ่อน และช่วยให้เห็นฟองเบียร์ที่ลอยขึ้นมาอย่างสวยงาม นอกจากนี้ความเพรียวของแก้วยังช่วยรักษาฟองเบียร์ ส่วนปากแก้วนั้นช่วยส่งกลิ่นหอมของฮอปส์ให้กับผู้ดื่มได้ดี จึงถือเป็นแก้วอเนกประสงค์ที่นิยมใช้เสิร์ฟเบียร์สีอ่อนประเภทต่างๆ
2. แก้วมีก้าน (Stemmed Glasses)

แก้วอีกหนึ่งรูปแบบคือ แก้วที่มีก้านยาว โดยการออกแบบในลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ รักษาอุณหภูมิของเครื่องดื่ม โดยก้านแก้วจะช่วยให้มือของผู้ดื่มไม่สัมผัสกับตัวแก้วโดยตรง เพื่อป้องกันความร้อนจากฝ่ามือไม่ให้ถ่ายเทสู่เครื่องดื่ม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับค็อกเทลที่เขย่า (Shaken) หรือคน (Stirred) มาจนมีอุณหภูมิเย็นจัด แต่เสิร์ฟโดยไม่ใส่น้ำแข็ง นอกจากนี้ยังใช้สำหรับเสิร์ฟไวน์ประเภทต่างๆ อีกด้วย ยกตัวอย่างรูปแบบของแก้วมีก้าน เช่น
-
แก้วมาร์ตินี (Martini Glass)

แก้วมาร์ตินีมีรูปทรง V-Shape ที่เป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดื่มค็อกเทลในระดับสากลเลยทีเดียว โดยบริเวณปากแก้วที่กว้างและแบนราบช่วยให้กลิ่นหอมของส่วนผสม เช่น จิน (Gin) หรือเวอร์มุธ (Vermouth) กระจายตัวเข้าสู่จมูกได้โดยตรงในขณะจิบ จึงเหมาะสำหรับเครื่องดื่มที่ต้องการจิบช้าๆ เพื่อซึมซับรสชาติที่ลุ่มลึก นอกจากนี้รูปทรงสามเหลี่ยมยังช่วยพยุงมะกอกหรือเปลือกเลมอนที่ใช้ประดับไม่ให้จมลงไปก้นแก้วได้อีกด้วย
-
แก้วมาการิต้า (Margarita Glass)

หากมองผ่านๆ แก้วมาการิต้าอาจดูเหมือนมีรูปทรงคล้ายแก้วมาร์ตินี แต่จะมีการเล่นระดับของฐานแก้วด้านในเป็นสองชั้น (Double-Bowl) ซึ่งออกแบบมาเพื่อเสิร์ฟค็อกเทลมาการิต้าโดยเฉพาะ ส่วนปากแก้วนั้นค่อนข้างกว้างและโค้งมน เพื่อให้มีพื้นที่ผิวในการเคลือบเกลือ (Salt Rim) หรือน้ำตาลรอบปากแก้วได้ง่าย ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่ช่วยตัดรสเปรี้ยวของมาการิต้าได้อย่างลงตัว
-
แก้วคูเป้ (Coupe Glass)

แก้วทรงโค้งมนที่มีความคลาสสิกและดูวินเทจ เดิมทีเคยเป็นแก้วที่ใช้นิยมเสิร์ฟแชมเปญในยุคก่อน แต่ปัจจุบันนิยมนำมาเสิร์ฟค็อกเทลมากขึ้น เพราะปากแก้วที่โค้งเข้าเล็กน้อยช่วยป้องกันเครื่องดื่มหกในขณะถือได้ดีกว่าแก้วมาร์ตินี และยังให้ความรู้สึกที่หรูหรา เหมาะสำหรับเสิร์ฟค็อกเทลที่มีฟองนุ่มด้านบนอย่าง Whiskey Sour หรือ Daiquiri เป็นต้น
3. แก้วมีฐานรองหรือแก้วเชิงฐาน (Footed Glass)
แก้วมีฐานรอง หรือ Footed Glass เป็นประเภทของแก้วที่อยู่กึ่งกลางระหว่างแก้วทรงกระบอกและแก้วมีก้าน โดยจะมีฐานรองรับน้ำหนักตัวแก้วที่แข็งแรง มีก้านที่สั้นและหนา ให้ความรู้สึกที่มั่นคงแต่ยังคงความหรูหราไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ตัวอย่างแก้วในกลุ่มนี้ที่นิยมใช้ ได้แก่
-
Sour Glass

มีรูปทรงคล้ายแก้วไวน์ขนาดเล็ก แต่มีก้านที่สั้นกว่ามาก ออกแบบมาสำหรับเสิร์ฟเครื่องดื่มตระกูล Sour ที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน และมักจะเขย่ากับน้ำแข็งจนเย็นจัดแต่เสิร์ฟโดยไม่ใส่น้ำแข็ง เช่น Whisky Sour หรือ Pisco Sour เพื่อให้ผู้ดื่มได้รับรสชาติที่เข้มข้นที่สุดโดยไม่มีน้ำแข็งละลายไปเจือจางเครื่องดื่ม
-
Goblet Glass

เป็นแก้วสารพัดประโยชน์ที่มีกระเปาะแก้วขนาดใหญ่ ปากกว้าง และฐานรองที่มั่นคง เนื้อแก้วมักจะมีความหนากว่าแก้วไวน์ทั่วไป สามารถใช้เสิร์ฟเครื่องดื่มได้หลากหลายประเภทตั้งแต่น้ำเปล่า น้ำผลไม้ ไปจนถึงเบียร์บางประเภท โดยมักนิยมใช้ในร้านอาหาร Fine Dining ที่ต้องการนำเสนอความทางการ นอกจากนี้ ความจุที่มากช่วยให้ไม่ต้องเติมเครื่องดื่มบ่อยครั้งในระหว่างมื้ออาหาร
-
Hurricane Glass

แก้วค็อกเทลรูปทรงนาฬิกาทรายที่มีส่วนโค้งเว้าสวยงาม มีลักษณะเป็นชามโค้งเว้าตรงกลางคล้ายโคมไฟ หรือนาฬิกาทราย มีก้านยาวพร้อมฐานรองที่หนาและมั่นคง ออกแบบมาเพื่อเสิร์ฟ Tropical Cocktail ที่มีส่วนผสมหลายชั้นและประดับตกแต่งด้วยผลไม้อย่างอลังการ เช่น Pina Colada, Zombie, Singapore Sling หรือเครื่องดื่มปั่น (Frozen Drinks) ต่างๆ ที่เน้นความสดใสและปริมาณที่เต็มอิ่ม
4. แก้วมัค (Mug)

แก้วมัค (Mug) เป็นหนึ่งในประเภทของแก้วที่ขาดไม่ได้ในร้านอาหารแนวอิซากายะ บาร์ และร้านอาหารใดๆ ก็ตามที่ใส่ใจในการเสิร์ฟเบียร์ เนื่องจากแก้วมัคจะมีเนื้อแก้วที่หนาเป็นพิเศษ เพื่อกักเก็บความเย็นของเบียร์ และทนทานต่อการ "ชนแก้ว" อีกทั้งตัวแก้วที่หนาจะช่วยลดการควบแน่นของหยดน้ำภายนอกแก้วไม่ให้เลอะเทอะโต๊ะมากนัก อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของแก้วชนิดนี้ คือ "หูจับ"ขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ผู้ดื่มสามารถถือแก้วได้ถนัดมือโดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักแก้ว และที่สำคัญคือป้องกันไม่ให้อุณหภูมิความร้อนจากมือไปสัมผัสกับตัวแก้วโดยตรง ซึ่งช่วยรักษาความเย็นจัดของเครื่องดื่มได้ยาวนาน
นอกจากเบียร์ แก้วมัคยังนิยมใช้เสิร์ฟเครื่องดื่มเย็นอื่นๆ ที่เน้นปริมาณและความสดชื่น เช่น ชามะนาว น้ำเก๊กฮวย หรือน้ำอัดลม เนื่องจากทำความสะอาดง่าย สามารถนำเข้าเครื่องล้างแก้วได้ และมีความทนทานสูงต่อการใช้งานหนักในบาร์และร้านอาหาร
-
แก้วมัคสำหรับเสิร์ฟกาแฟและชา

แก้วที่มีหูขนาดเล็ก-กลางที่ใช้เสิร์ฟกาแฟหรือชาร้อนๆ นั้นอาจมีชื่อเรียกว่าแก้วมัคเหมือนกัน แต่มีลักษณะที่แตกต่างจากเล็กน้อย โดยแก้วกาแฟมีลักษณะปากกว้าง ขนาดพอดีมือ มีความจุประมาณ 300 มิลลิลิตรเป็นส่วนใหญ่ และมักมาพร้อมกับหูจับด้านข้าง ซึ่งอาจผลิตจากเซรามิก พอร์ซเลน หรือแก้วก็ได้เช่นกัน
การเข้าใจว่าแก้วมีกี่ประเภทจะช่วยให้สามารถจัดเตรียมชุดแก้วให้พร้อมสำหรับทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มค็อกเทล ม็อกเทล แก้วชาเพื่อจิบยามบ่าย หรือเครื่องดื่มทั่วไป การเลือกแก้วที่ถูกใจและถูกประเภทไม่เพียงแต่จะช่วยให้รสชาติและอุณหภูมิของเครื่องดื่มดีขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างความประทับใจและความใส่ใจให้กับแขกผู้มาเยือนผ่านเครื่องดื่มที่เปรียบเสมือนงานศิลปะบนโต๊ะอาหาร
เกี่ยวกับ Oceantableware
Oceantableware คือผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดเครื่องแก้ว เซตของขวัญคุณภาพดีหลากหลายแบบ ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน รวมถึงจำหน่ายอุปกรณ์ครัวอื่นๆ ที่ได้มาตรฐาน จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพระดับเวิลด์คลาส เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และจัดเลี้ยง รวมถึงบริษัทและองค์กรต่างๆ จากประสบการณ์กว่า 43 ปี เรามุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารสู่ความทันสมัยอย่างมีสไตล์ ตอบโจทย์ทุกช่วงเวลาของความสุข ช่วยสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำ โอเชียนกลาสจึงเป็นผู้นำการจัดจำหน่ายชุดแก้ว และเครื่องครัวอื่นๆ ของเอเชียและส่งออกไปมากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก
สอบถามเกี่ยวกับแก้วกาแฟ ชุดเครื่องแก้วพรีเมียม และอุปกรณ์เครื่องครัวทุกรูปแบบได้ที่:
LINE: @oceantableware
โทร.: 062-390-0075
อีเมล: CS@oceanglass.com

